Sunday, January 10, 2010

เรื่องของหวย

ว่าจะเลิกเขียนอะไร ที่มันสุ่มเสี่ยงต่อการต่อต้าน และไม่พอใจ
แต่ก็คันมือคันไม้ เมื่อมีคนเล่นหวยมาถามว่า
"คุณเห็นด้วยกับท่านนายกฯไหม ที่จะให้เลิกหวยบนดิน?"
ส่วนตัวเขาเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ พยายามจะล้มโครงการดีๆ ของรัฐบาลสมัยคุณทักษิณ
ผมก็เลยบอกเขาไปว่า "คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคก็ยังมีอยู่ไม่ใช่หรือ?"
เขาก็เลยหันมาถามสำทับว่า "หวยบนดินควรจะมีไหม?"
ผมก็เลยต้องถามเขาว่า "ตามข่าว และความรู้ของคุณ ตอนที่รัฐบาล คิดอยากให้มีหวยบนดินนั้นเพราะอะไร?"
เขาบอกว่า "ก็คงจะทำให้หวยใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน หวยใต้ดินจะได้หมดไป รัฐจะได้เงินหวยเข้ารัฐเต็มกระเป๋า แล้วคนเล่นก็เล่นได้อย่างถูกกฎหมาย"
เป็นอันว่า การมีหวยบนดิน จะช่วยทำให้ หวยใต้ดินหมดไป แล้วรัฐก็จะมีรายได้จากการขายหวยบนดิน
ผมคุยกับเขาต่อไปว่า "คุณเล่นอยู่ คุณแน่ใจไหมว่า เมื่อมีหวยบนดิน คุณจะหยุดเล่นหวยใต้ดิน"
เขาอึกอัก และบอกผมว่า "ไม่แน่ใจ"
"เพราะอะไร?" ผมถาม
"ก็หวยใต้ดิน เล่นกันกับคนรู้จักมานานแล้ว ถ้ามันยังมีคนรับอยู่ก็จะเล่นต่อไป"
"ง่ายๆ ได้มากกว่า เครดิตได้ด้วย" เขาว่า
"อ้าว ถ้าอย่างนั้น หวยใต้ดินมันจะหมดไปตามจุดมุ่งหมายของรัฐได้อย่างไรล่ะ"
"เออ....."
เมื่อมันไม่หมด ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ สิ่งที่รัฐลงทุนไป ก็เจ๊งซิ
แม้จะมีบริษัทผู้ขายเครื่อง คนที่ลงทุนซื้อเครื่องเพื่อเปิดการขาย(เพราะคิดว่าเจ๋ง ยังไงรัฐก็ช่วยอยู่แล้ว) ก็ช่วยกัน
ช่วยกันเพื่อจะขายหวยให้ได้ ว่างั้นเถอะ
แต่ถ้าคนไม่นิยมเล่น หรือขี้เกียจเดินไปเล่น(สู้เล่นแบบไม่ต้องเดินดีกว่า) แล้วอะไรจะเกิดขึ้น
มีเครื่องตั้งไว้ก็กลายเป็นเศษเหล็ก แล้วมันจะคุ้มไหมนี่
แถมยังต้องโหมโฆษณาเพื่อชักชวนคนมาเล่นอีก
ต้องลงทุนอบรมพนักงานที่อยู่กับเครื่องให้เป็นพนักงานขายที่เก่งอีก
คงเป็นที่น่าขำไม่น้อย
ที่รัฐจะต้องสาระวนอยู่กับการมัวเมาให้ประชาชนเล่นการพนัน
แล้วอย่างนี้ จะปราบคนเล่นการพนันได้อย่างไร?

ถ้าอย่างนั้น จะปราบคนเล่นหวยใต้ดินได้อย่างไร?
รัฐก็ต้องหาวิธีอื่น ก็คงต้องจับต้องปรามในเบื้องต้น
ต้องให้ความรู้เพื่อให้ทุกคนมีงานทำ
เมื่อมีเงินใช้พอเพียง ไม่มีเวลาว่างพอที่จะมานั่งคิดหวย
หวยใต้ดินมันก็จะลดลงไปเองแหละ
คนเดินผ่าน สลากกินแบ่ง ก็จะลองซื้อสักใบสองใบเพื่อทดสอบโชคของตัวเอง ก็เท่านั้น

อ้าว แล้วรัฐจะมีรายได้เพิ่มได้อย่างไร?
คิดให้ดี ถ้ามีหวยบนดิน มันจะกำไรแน่หรือ หรือขาดทุนป่นปี้
แต่เงินอะไรที่ได้มาง่าย ก็คงจะหมดไปง่ายเหมือนกัน
หมดไปกับอะไร บางทียังนึกไม่ออกเลย ช่องที่จะให้มันไหลออก มันเยอะ

ว่าก็ว่าเถอะ
ตอนนี้ รัฐจะปราบคนขายเกินราคา หวยสลากกินแบ่ง ยังยากเลย
เพราะกินแบ่งกันสมชื่อ จะปราบคนเบ่งกินกันอย่างไงดีหนอ?

น่าคิดนะ หรือคุณว่าไง?

Wednesday, November 18, 2009

สหกรณ์คนขี้บ่น

เมื่อวานนี้ มีข่าวชิ้นเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
จะใช้กลไกทางบัญชี ในการสร้างประสิทธิภาพแก่สถาบันเกษตรกร
ซึ่งสามารถมาใช้เตือนภัยการบริหารจัดการธุรกิจ และสร้างวินัยทางการเงินแก่สมาชิก
เครือข่ายกลุ่มต่างๆ ในด้านการลดต้นทุน เพิ่มรายได้...........ฯลฯ

ทำให้ผมสงสัยเหลือเกินว่า
สหกรณ์ของไทย ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรที่มีอายุยาวนานเกือบร้อยปี
(เพราะสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย ที่ชื่อ"สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้"
ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙)
คงไม่เคยมีการใช้ การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน มาควบคุมการทำงาน

ปัจจุบัน การปรับกระแสเงินสดบนคอมพิวเตอร์ ทำได้อย่างง่ายดาย
วันต่อวัน หรือเดือนต่อเดือน ทำได้ทั้งนั้น
ก็สามารถรู้ฐานะการเงิน ทุกขั้นตอน ทุกวัน ทุกวินาที
ไม่ว่าจะอยากรู้เรื่องของความเสี่ยง หรือความน่าจะเป็น
หรือน่าจะทำให้เป็น อย่างที่ต้องการ ในอนาคตได้
โดยสามารถนำมาปรับเปลี่ยนการบริหารงาน
ให้สอดคล้องกับนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้ อย่างสบาย สบาย
น่าเสียดาย น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไป

และทำให้ผมหายสงสัยเลยว่า ทำไมสหกรณ์บ้านเราจึงเติบโตช้ากว่า
ประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดประชากรใกล้เคียงกัน
อีกทั้งยังได้ชื่อว่า การรั่วไหลของเงินสหกรณ์มีมากอีกด้วย
ยิ่งหลักการของสหกรณ์ส่วนใหญ่ เน้นการช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่ม
มากกว่า การแสวงหากำไรแบบธุรกิจทั่วไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งจะต้องเข้มงวด ทางด้านบัญชี
และใช้ตัวเลขทางบัญชี ควบคุมการบริหารงาน ในทุกๆด้าน
ให้เป็นไปตามความต้องการของสมาชิกสหกรณ์นั้นๆ

ก็ยังดี ที่ได้เริ่มต้นทำ ขอเชียร์
สหกรณ์ไทยจะได้เจริญรวดเร็วขึ้น
คนจะได้ไม่กลัวการเป็นสมาชิกสหกรณ์
กลุ่มสหกรณ์ก็จะเพิ่มมากขึ้น
จะได้ช่วยประชากรคนไทย ได้มีกินมีใช้โดยถ้วนหน้า

ผมก็อยากจะตั้งสหกรณ์เหมือนกัน "สหกรณ์คนขี้บ่น"
ไม่รู้ว่าจะควบคุม และบริหารการบ่นได้ไหม?

Tuesday, November 17, 2009

ลายพราง

ก่อนอื่น ต้องออกตัวก่อนว่า ผมไม่มีสี
โปร่งใส ไร้กังวล
ผมเป็นเพียงคนไทย ใจเต็มร้อย

ข่าวการยิงถล่มกลุ่มพันธมิตร
ในเขตพระราชฐาน ฟังแล้วน่าเศร้าใจ
คนที่กล้าทำอย่างนี้ ไม่น่าจะเกิดมาเป็นคนไทย
คนไทยที่ได้ชื่อว่า เป็นคนโอบอ้อมอารี
มียิ้มที่ติดตาตรึงใจ รู้รักสามัคคี

ไม่ว่าผม หรือใครที่เห็น หรือรับรู้เหตุการณ์
ก็ต้องคิดว่า เป็นฝีมือทหาร
หรือไม่ก็เป็นจารชน คนต่างชาติ (อย่างกับในหนัง)
เพราะใครเล่า จะมี และสามารถพกพาอาวุธสงครามอย่างนั้น
อีกทั้งสามารถพรางตา คนเดินเท้า กลางใจเมือง
ทำได้อย่างไร?
และถ้าเขายิงพลาดอะไร จะเกิดขึ้น

ทหารผู้ซึ่งมีเกียรติภูมิสูงส่ง
ใครๆ ก็เคารพ รัก และนับถือ เพราะเป็นรั้วของชาติ
เป็นผู้ปกป้องประชาชน ให้พ้นจากศัตรู
และยิ่งเวลานี้ ทหารได้เข้ามามีบทบาท
เป็นผู้ปกป้องประชาชนจากภัยอื่นๆ อีกมากมาย
ใครๆ ก็รักทหาร

แต่เหตุการณ์นี้ เป็นการลดทอน เกียรติภูมิของทหาร
ถ้าผมเป็นทหาร ต้องจับคนๆนี้ให้ได้
ไม่ว่า จะเป็นคนต่างชาติ หรือคนไทย
ไม่ว่า เขาจะมีความคิดอย่างไร ฝักใฝ่ฝ่ายไหน ก็ผิดทั้งนั้น
เพราะถือว่า เป็นศัตรูกับคนไทย
ถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน ความผิดต้องเป็นทวีคูณ
และถ้าจับคนๆนี้ได้ ผมจะไม่เก็บเอาไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน
เพราะเขาตั้งใจฆ่าหมู่ ประชาชนคนไทย !!

ไทย-กัมพูชา 3

คนไทยถูกจับในกัมพูชา หาว่าเป็นสายลับ
หลังจากที่ ทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาใหญ่ ทางด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา เพียงไม่กี่วัน
ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่คนไทยไปเป็นที่ปรึกษาใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจให้กับเพื่อนบ้าน
ไปสั่งไปสอน ให้เขาทำมาหากินเป็น เป็นที่นับหน้าถือตาในกัมพูชา
แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ ที่คนระดับที่ปรึกษาใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจ
และอดีตนายกรัฐมนตรี ของไทย กำลังจะกลับไปเป็นเด็ก
ตอนเด็กดูภาพยนต์มาก เพราะดูฟรี
ก็เลยอยากเป็นฮีโร่ อยากเป็นพระเอกบ้าง
ให้คนสนิท ออกข่าวคล้ายกับว่า
ถ้าจะให้ช่วยคนไทย คนนั้นก็บอกมานะ จะได้ช่วย อะไรทำนองนี้
นี่แหละความคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย
ซึ่งแทนที่จะบอกว่า
"เฮ้ย ทำอย่างนี้ได้ไง ผมอุตส่าห์มาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ให้แล้ว
มีอะไรก็ถามผมซิ ความลับอะไรๆ ผมก็รู้หมดทั้งของคุณ และของผม
ปล่อยตัวเด็กๆ เขาไปเถอะ" มันน่าจะถูกต้องกว่านะ
ไม่ต้องเล่นบทให้คนมาขอร้อง ไหว้วาน
เพราะตัวเองเคยเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
เคยรับผิดชอบคนไทยทั้งประเทศ
และคนๆ นั้นก็เป็นคนไทย เคยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ
หรือว่าตอนนี้ คิดแต่จะไปรับผิดชอบคนกัมพูชา เพียงอย่างเดียว
ไม่นะ คงไม่ใช่

และถ้าคุณเข้าช่วยเป็นธุระทันทีทันควัน(ก่อนที่ควันจะจางหายไป)
คุณอาจจะเป็นฮีโร่ได้ง่ายๆ สบาย สบาย สมใจนึก

แต่ถ้าเป็นไปตามข่าว ที่ปรากฏ
ก็น่าจะสายเกินไปเสียแล้ว
คิดว่าหลายคน ก็มองคุณไปอีกแบบหนึ่งแล้วนะ
น่าเสียดาย ความคิดที่อยากจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
คงต้องเจาะเวลาหาอดีตใหม่อีกทีนะ

Thursday, November 12, 2009

ไทย-กัมพูชา 2

ก่อนอื่น ต้องขอบคุณผู้สร้างคอมพิวเตอร์ วินโดว์ ไมโครซอฟท์ ซึ่งทำให้โลกแคบลง
เรารู้จักกัน และกันมากขึ้น โดยสื่อเหล่านี้ ที่มีประสิทธิภาพในความรวดเร็ว และแม่นยำ
เวลานี้ สิ่งที่เรามีปัญหากับกัมพูชา
เราจะต้องใช้สื่อเหล่านี้ บอกให้ชาวโลกเข้าใจ ว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ควร
ให้ชัดเจนในจุดยืนของเรา ไม่ไปสร้างปัญหากับกัมพูชา
แต่เราคงต้องบริหารร่างกาย
เพื่อเรียกกำลัง และอื่นๆ เพื่อป้องกันตัวเอง และใช้สื่อให้เป็นประโยชน์

เรื่องของ นช.ทักษิณ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าไปเอาใจใส่มากนัก
เขาเนรเทศตัวเองไปแล้ว
เขาจะไปล่าเมืองขึ้น หรือหาที่ซุกหัวนอน ก็เป็นเรื่องของเขา
แต่เรื่องที่สำคัญคือ เขาเคยเป็นอดีตนายกฯไทย ซึ่งต้องรอบรู้เรื่องของไทยดี
ถ้านำไปใช้ในการเผยแพร่ และให้กัมพูชารักคนไทย ก็แล้วไป
แต่ถ้าไปเพื่อเสี้ยมกัมพูชา มารบไทยก็ต้องระบุโทษ
ถือเป็นเป็นผู้สร้างความร้าวฉานให้คนทั้งสองประเทศ
เราควรอยู่เฉยๆ สนุกสนานกับงานของเรา
รอดูท่าที ของกัมพูชาดีกว่า
ว่ารักคนไทย และประชาชนของเขาเอง
หรือไม่รักคนไทย และไม่รักประชาชนของเขาเอง
(มีอย่างที่ไหน ยกย่องนักโทษต่างชาติมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน)
ถ้าเป็นอย่างหลัง กัมพูชาก็คงต้องเผชิญกับปัญหาภายใน
ซึ่งอาจจะเป็นศึกกลางเมืองของเขาเองก็ได้ ใครจะไปรู้อนาคต
และเขาจะได้รู้ว่า นช.ทักษิณไว้ใจได้ขนาดไหน
มีเพื่อนๆ ของผมหลายคนบอกว่า คนที่เป็นทั้งพ่อค้า และตำรวจ เป็นคนอันตราย
และถ้าเป็นนักการเมืองด้วยแล้ว จะยิ่งอันตรายแค่ไหน ถ้าหากคนนั้น ไม่ใช่คนดี ก็น่าคิด

คดีของ นช.ทักษิณ ก็ไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน?
รู้แต่ว่า แต่ละคดีล่าช้าเหลือเกิน คงจะเป็นคดีความมหึมา
ผมว่า เราต้องแก้ไขสิ่งที่ทำให้เกิดความล่าช้า
ไม่รู้ว่าเพราะกระบวนการทำงานของศาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดูเหมือนจะล่าช้าไปหมดทุกเรื่อง
ถ้าถือเขาว่ายังเป็นคนไทย ก็คงต้องใช้กฏหมาย
และดำเนินการให้รวดเร็วขึ้นกว่านี้ในทุกๆคดี ประจานกันให้สุดๆ
แม้ในกรณี การสัมภาษณ์ ในไทม์ออนไลน์
ถ้าไม่ถูกต้อง ก็ต้องรีบดำเนินคดีตัดสินความให้เสร็จโดยเร็ว
ไม่รู้ว่าศาลแก่ หรือว่ารู้มากเกินความจำเป็น หรือมีพวกมีพ้อง จนทำให้ทำอะไรไม่ถูก
ถ้าคดีของเขา มีมากก็น่าจะตั้งศาล หรือหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมา ดำเนินความ
เพื่อให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น
ถ้าเขาไม่อยากเป็นคนไทย ก็ควรจะปลดออกจากความเป็นคนไทยเสีย
ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็ต้องถูกริบทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ลูกเมีย แล้วก็ประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร
ส่วนการพิจารณาความก็เร็วกว่านี้นะ
หรือคนสมัยก่อน ทำผิดน้อยกว่าเวลานี้
หรือว่าเทคโนโลยี่ สมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้ สงสัยจริง

เวลานี้ เราจะต้องรักษาตัวเราให้เข้มแข็ง ในทุกๆด้าน พร้อมที่จะต่อสู้กับภัยทุกชนิด
ดีใจกับโครงการ เคารพธงชาติ ทุกเย็น ทุกจังหวัด
แม้จะถูกตำหนิมากมาย ในตอนเริ่มโครงการ
แต่เวลานี้ เราได้เห็นความสามัคคี ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกทั้งพิสูจน์ความแข็งแรง และสร้างสรรค์ของการทำงานของผู้ว่าฯ
ที่จะทำให้ คนในจังหวัดเข้าใจกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น ช่วยเหลือกันมากขึ้น
แสดงความสำคัญของภาคประชาชนมากขึ้น
และนี่แหละ พลังที่ไม่ต้องเติมยาชูกำลัง
ชาวโลก ก็จะรัก และเข้าใจจิตใจคนไทยมากขึ้นกว่าเดิม
นี่เป็นงานที่หลายๆ คนคิดว่าเล็ก แต่ผลยิ่งใหญ่
ขอเชียร์ จากใจจริง


Sunday, November 8, 2009

ไทย-กัมพูชา

ขอชื่นชมกับการตัดสินใจ ของรัฐบาลไทย กรณีไทย-กัมพูชา
ที่เรียกทูตกลับประเทศ ประกาศความไม่พอใจ ต่อการกระทำของกัมพูชา
และยืนยันว่า จะไม่ทำความเดือดร้อนให้กับภาคประชาชนทั้งสองประเทศ
ประกาศจุดยืนแน่ชัด ชื่นชม ชื่นชม
วันนี้ไทยทำดีที่สุดแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันใหม่

Saturday, November 7, 2009

แม้วดำดิน

ยังมีผู้หญิงอีกคน ที่สวยบาดใจ ร่ำเรียนมาสูง
นัยว่า ค้าขายเก่ง มีลูกเล่นแพรวพราว
บางทีก็ลักเล็กขโมยน้อย เมื่อมีโอกาส เป็นนักฉกฉวยโอกาส ว่างั้นเถอะ
หลายคน บอกว่า น่าจะเป็นวิสัยของแม่ค้า
แต่อีกหลายคนก็บอกว่า ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น
เพราะวิสัยแม่ค้าที่ดี จะต้องมีความซื่อสัตย์
อ้าว งั้นก็เป็น แม่ค้าที่เลว ก็คงจะเป็นอย่างนั้น
แต่เธอ เคยทำงาน ในหน่วยงานที่รักษากฎหมาย
ก็เลยรู้กฎหมายดี ก็ต้องอาศัยช่องโหว่ของกฏหมาย ไว้หากิน
หลายคน พยายามเลียนแบบ และบอกว่านี่แหละเจ๋ง
เลยทำเอาวงการผู้รักษากฎหมาย เหม็นไปด้วย อ้าว.......
มันเป็นสิทธิ์ของเธอ ก็เมื่อเธอรู้กฎหมาย และเป็นแม่ค้าเลว
ก็ย่อมได้เปรียบกว่าคนทั้งปวงอยู่แล้ว
แถมเธอยังมีความคิดว่า ผู้ที่อยู่ในสถาบันการเมือง ส่วนใหญ่เป็นนักการพนัน
ที่เห็นเงินเป็นพระเจ้า เอี่ยวด้วยได้ สบายมาก
เธอก็เลยโปรยเสน่ห์ ใช้เงินแม่ค้าหว่านล้อม จนหลายต่อหลายคนในทุกวงการลุ่มหลง
ยกให้เธอเป็นเจ้าแม่ เธอชื่อ "แม้ว"
เธอก็เหมือนเจ้าแม่ทั่วไป ใช้เคล็ดวิชามนต์ดำ หลอกล่อ เป่าเสก ให้ลูกศิษย์ลูกหา บริวารมัวเมา
ร่ายคาถาอาคมใส่คนไปทั่ว เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
และก็ลืมร่ายคาถาปกป้องตัวเอง เพราะความโลภบังตา กำลังมัน กำลังสนุกว่างั้นเถอะ
มนต์ดำต่างๆ ที่ปล่อยออกไป ก็เลยย้อนกลับเข้าหาตัว
จนตัวร้อนเป็นไฟ เกิดเป็นปุ่มปมทั่วตัว น่าเกลียดน่ากลัว
ก็เลยต้องปลีกวิเวก ออกจากเมืองไปหาที่สงบ เพื่อให้แผลหาย
คิดไว้ว่า เมื่อสวยแล้ว ค่อยกลับมาใหม่
แต่สันดานคนนั้นเปลี่ยนยาก (แม้จะเป็นเจ้าแม่ ก็ยังเป็นคนอยู่ เพราะไม่ใช่เจ้าแม่ที่ลงมาจากสวรรค์)
คนที่เคยสวย เคยเก่ง มีวิชาอาคมติดตัว ก็คิดว่า ตัวแน่ ไม่ยอมใคร
และคิดแต่จะเอาอาคมที่มี เป่าใส่คนทั่วไปเหมือนเดิม
ซึ่งก็ยังมีบริวารบางคนที่หัวอ่อน ก็ยังยอมรับน้ำมนต์ปลอมๆ แบบเก่าๆ ของเจ้าแม่อยู่
และผลจากความรั้นของตัวเอง ลืมตัว คิดว่าเป็นเจ้าแม่ ข้าแน่แล้ว
ไม่ไปอาบน้ำมนต์ แล้วร่ำเรียนวิชาใหม่ๆ เช่น วิชาล่องหนหายตัว
แต่กลับไปพึ่งพ่อมด ที่เคยมีประวัติว่าดำดินได้ เพื่อจะได้ให้ช่วยพามุดดำดินหนีไป
เธอคิดของเธอว่า คราวนี้แหละ ใครๆก็จะได้ไม่เห็นรอยปุ่มปมของเธฮอีก
คนที่กำลังซวย ก็ซวยวันยังค่ำ ถ้าไม่รู้จักสงบสติไว้บ้าง
เพราะตามหลักฮวงจุ้ยของพ่อมด หมอผี ก็บอกเป็นนัยว่า
ถึงกาลเวลาที่เธอจะต้องจบชีวิตลงแล้ว จะต้องอยู่ใต้ดินไปตลอดกาล
อนิจจา คิดอย่างไร ถึงไปฝังตัวเอง หรือจะเป็นการแก้เคล็ด
เพราะมีอาจารย์โหรา บอกว่าดาวเกิดของเธอสถิตอยู่ในดาวราหู
จะทำอะไร ก็ต้องทำแบบใต้ดิน ที่มืดๆ อย่างที่เคยทำมาแล้ว และประสบความสำเร็จ ก็เลยคิดว่านี่แหละ ใช่เลย
ก็คงจะจบแล้วล่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว อย่าไปให้ความสนใจดีกว่า กับตนสิ้นคิด
มีอย่างที่ไหน คิดจะฝังตัวเอง
ผมคิดแล้ว ให้รู้สึกทุรนทุรายยังไงชอบกล หรือจะไปสร้างอาณาจักรใต้ดิน เหมือน "บิน"
ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องรีดวิชาดำดิน จากพ่อมดมาไว้ในมือให้หมดเสียก่อน
แล้วก็ต้องฆ่าพ่อมดให้ตายเสียก่อนด้วย จึงจะทำได้
เพราะพ่อมด ก็คือพ่อมด มักเล่นแร่แปรธาตุ
ก็เหมือนตัวเธอเอง จึงไว้วางใจไม่ได้
จำจะต้องหาอุบาย ให้พ่อมดกินยานอนหลับสักสิบกล่อง จะได้ฝันถึงเธอให้คล่อง อย่างฝัน ฝัน
เฮ้อ.......ชีวิตพ่อมด แม่มด เจ้าแม่มนต์ดำ ดำดินมืดสนิท น่าสงสาร
and now the end is near
and so I face the final curtain.......THE END

Monday, November 2, 2009

ความร่านของหวานเจี๊ยบ

นี่ก็เป็นนิทานอีกเรื่องหนึ่ง

เช้านี้ ดูข่าวแล้วหงุดหงิด
เกี่ยวกับกรณี สามจังหวัดภาคใต้
กระแสพระราชดำรัสขององค์พระเจ้าแผ่นดินว่า"ให้เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา"
ซึ่งเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง รัฐบาล และประชาชน รวมทั้งประชาชนที่สุจริตในสามจังหวัดภาคใต้
ย่อมต้องเข้าใจในพระราชดำรัส และความอาทรต่อพสกนิกรของพระองค์ท่าน
และคงตั้งใจสนองพระราชประสงค์อยู่
และเข้าใจว่ารัฐบาลได้กำลังพยายาม ทำอยู่ทุกทางในเวลานี้
ได้มีการพยายามให้การศึกษาลงไปยังพื้นที่ให้มากขึ้น
มีการอบรมเยาวชนในสามจังหวัดภาคใต้ เพื่อเป็นกระบอกเสียง
และเป็นหูเป็นตา รวมทั้งให้เข้าใจการทำงานของรํฐบาล
และขณะนี้ ตามสถิติต่างๆ ที่อ้างอิง บอกว่าทุกอย่างกำลังคลี่คลาย และดีขึ้น อย่างน่าชื่นชม
ทุกอย่างต้องใช้เวลา

แต่มีหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้ที่มีชื่อว่า"ขงบื้อ" หรือ"หวานเจี๊ยบ" อะไรทำนองนี้
กำลังหาเงินเที่ยวต่างประเทศ อย่างออกหน้าออกตา
และทำทีว่าจะช่วยรัฐบาล ตามประสาคนปากหวาน รักชาติ
ได้แต่ยกยอปอปั้น แต่งเติม จนตัวเองก็จำไม่ได้ว่าเติมอะไรลงไปบ้าง
จนครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ถูกเพื่อนๆเยาะว่า เธอเป็นโรคความจำเสื่อม
"เพื่อนๆว่าฉันอย่างนี้ได้อย่างไร? ไม่ย้อม ไม่ยอม"
ในฐานะเพื่อนบ้าน เห็นอาการตอนนั้นแล้ว น่าสงสาร

ตอนนี้เธอออกมาเล่นงิ้วอีกแล้ว ประกาศกลายๆว่า ได้เงินเที่ยวแล้ว
แต่เพื่อความประหยัด ขอเที่ยวรอบๆ ประเทศก่อน จะไปช่วยรัฐสร้างสัมพันธไมตรี ว่างั้นเถอะ
และก็อยากให้ สามจังหวัดภาคใต้เป็น นครรัฐอะไรสักอย่าง
ตามที่เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เคยแนะนำ
แต่ความคิดบางความคิด ก็ย่อมมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่บ้าง
คุณ"หวานเจี๊ยบ" เธอเป็นหญิงสาวเจ้าเสน่ห์
ก็อยากจะใช้เสน่ห์ ไปหว่านล้อมเพื่อนบ้านบ้าง
เผื่อตัวเอง จะได้ผลประโยชน์จากเพื่อนบ้าน ฮิ ฮิ
แหม!มีหัวการค้าแบบเดียวกับนายจ้างที่ให้เงินไปเที่ยวเชียว

ถามว่า ถ้าสามจังหวัดภาคใต้ ไม่พัฒนาเพียงพอ
ประชาชนในสามจังหวัด ยังยากจน ด้อยในการศึกษา
แม้จะปกครองแบบนครรัฐเขมรัฐ หรืออะไรก็ตามที่เรียกอย่างเพราะพริ้ง
ก็คงไม่พ้นความรับผิดชอบจากรัฐบาลกลางอยู่ดี
เปรียบเสมือนลูกที่ไม่รู้จักโต แต่อยากเป็นผู้ใหญ่เต็มแก่
เที่ยวสำมะเลเทเมา ทะเลาะวิวาท อยากไปอยู่หอ อยู่คอนโด
พ่อแม่ก็ต้องตามไปรับผิดชอบแก้ไข วันยังค่ำ
แต่ถ้า ลูกโตอย่างมีคุณภาพแล้ว เขาจะไปอยู่ที่ไหน จะทำอะไร
ทุกอย่างที่เป็น และทุกอย่างที่ทำ ย่อมทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ

เพราะฉะนั้น จังหวัดนั้นๆ จะชื่ออะไร ไม่สำคัญเท่ากับคนในจังหวัดโตพอหรือยัง?
ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบ ก็อย่าเบื่อเสียก่อน อย่าพาล ทำอะไรแบบทิ้งขว้าง เพราะความรำคาญ
บอกได้เลยว่า ยังไงก็ไม่พ้นความรับผิดชอบ

นิทานเรื่องนี้ อยากจะบอก คุณหวานเจี๊ยบ ที่แสนเสน่ห์ว่า อย่าไปร่านนักเลย
มาช่วยเลี้ยงลูกให้โตอย่างมีคุณภาพก่อนดีกว่ามั่ง

Monday, October 26, 2009

เรื่องของศักดิ์สีขงเบ้ง

นี่ก็เป็นนิทานเรื่องหนึ่ง
แม้รัฐบาล จะเปลี่ยนมาหลายเดือนแล้วก็ตาม
แต่การขัดแย้งทางความคิด ก็ยังมีอยู่
ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมากคนก็มากความคิด
เราจะหาสมัครพรรคพวกความคิดเดียวกัน มารวมกันได้อย่างไร?
ก็ต้องหาวิธี ก็เลยเลือกสีมาเป็นตัวบ่งชี้
บางคนชอบสีแดง ก็ใส่เสื้อแดง และหมายว่า ชอบคิดแบบแดงๆ
บางคนชอบสีเหลือง ก็ใส่เสื้อเหลือง และหมายว่า ชอบคิดแบบเหลืองๆ
บางคนชอบสีชมพู ก็ใส่เสื้อชมพู และหมายว่า ชอบคิดแบบชมพูๆ
คนเราเป็นสัตว์สังคม ก็ต้องหาสมัครพรรคพวก เป็นเรื่องธรรมชาติ
การขัดแย้งทางความคิด มีขึ้น ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่ การขัดแย้งทางความคิด มีการถกเถียงกัน ด้วยความเป็นธรรม และสันติ โลกก็สดสวย
เพราะความคิดดีๆ ก็สามารถนำมาหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง
ความขัดแย้งก็ลดลง โดยอัตโนมัติ ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่ความขัดแย้ง จะหายไปไหม?
ถ้าหายไป ความสวยสดของโลกก็หายไปด้วย ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ
สัตว์โลกทุกหมู่เหล่า ย่อมมีความขัดแย้งเป็นธรรมชาติ
หมามันถึงกัดกัน แมวก็ยังกัดกัน ไม่มีสัตว์ไหนไม่กัดกัน
บ้างก็ขัดแย้งแบบผัวๆ เมียๆ บ้างก็ขัดแย้งแบบข้าใหญ่
ก็เหมือนคนนั่นแหละ แต่คนมีสมองเป็นอัจฉริยะ สามารถพัฒนาตลอดเวลาโดยตัวของมันเอง
จนบางทีคนเรากลับต้องหาวิธีหยุด ยับยั้ง ไม่ให้มันพัฒนาเร็วเกินไป เรามาเรียกกรรมวิธีนี้ให้สวยหรูว่า มีสติ

โชคดี ที่คนในบ้านเมืองเรา ส่วนใหญ่หัวศิลป์ หรือมีคุณไสย ก็ไม่รู้ได้ เพราะใช้สีเก่ง
เราก็เลยใช้เสื้อสีเหลือง นัยว่า เยือกเย็น เป็นกลาง แล้วก็เป็นหนึ่งในแม่สี ถือว่าใหญ่ ว่างั้นเถอะ
ตามโหราศาสตร์ ก็บอกว่า เป็นสีของวันจันทร์ หรือพระจันทร์ หรือดวงจันทร์
นี่คือพวกใส่เสื้อสีเหลือง มีความคิดแบบเหลืองๆ
ต่อมา คนที่คิดต่างกันออกไป ก็อยากหาพวกบ้าง ก็รีบรวบรวมสมัครพรรคพวก
แล้วก็เก่งในวิชาสี และคุณไสยเหมือนกัน ก็ตกลงหาสี เป็นสีแดง จะได้ข่มสีเหลืองได้
เพราะสีแดง เป็นสีแห่งความร้อนแรง เป็นสีของดวงอาทิตย์ ยิ่งใหญ่กว่าดวงจันทร์
เป็นศูนย์กลางจักรวาล ดวงจันทร์ต้องอาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ เหมือนโลก
แต่คนคิด จะสำนึกหรือไม่ว่า เราอยู่บนโลก เหมือนเรายืนอยู่ตรงกลาง
เราได้รับอิทธิพล ทั้งจากดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์
ถ้ามีแต่ดวงอาทิตย์ เราก็อยู่ไม่ได้ เพราะอาจจะแห้งตาย
ถ้ามีแต่ดวงจันทร์ เราก็อยู่ไม่ได้ เพราะหนาวตาย
แต่ทั้งสองดวง ทำให้เรามีสีเขียวบนโลก
และสีเขียวก็เป็นสีที่เป็นประโยชน์กับเรา และสัตว์โลกทั้งปวง
ก็อยากให้สีทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีสักกี่สี ในบ้านในเมือง บ้านเมืองจะได้ดูสวยสดงดงาม
แต่ขอให้ คนคิดสี คิดดีด้วย
อย่าเอาคนใส่เสื้อสีเดียวกัน แต่คิดไม่ดี มาอยู่เป็นพวก เพราะจะหมองสี
เอาความคิดดีๆ มาระบายให้บ้านเมืองน่าอยู่ยิ่งขึ้นเถิด

แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีสีที่รับสมาชิกใหม่ เป็นข่าวใหญ่
ผู้ดูอย่างผมก็คิดว่า เข้าท่านะ ที่สีนี้ ได้หัวดี
เพราะเขาเป็นที่กล่าวขานกันว่าฉลาดหลักแหลม หยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ อย่างกับ ขงเบ้ง ในตำนานสามก๊ก
คงจะเป็นประโยชน์ต่อสี ต่อส่วนรวม เพราะมีหัวดี
แต่เขาคงอ่านสามก๊กมากไปหน่อย หรืออาจอยากทำตัวเป็นขงเบ้งตามที่กล่าวขานกัน
แต่คงเรียนมาต่างสำนักกับขงเบ้ง ผู้ซึ่งรักแผ่นดินที่อยู่อาศัย และภักดีต่อเล่าปี่ตลอดกาล
เขาไปเยือนเพื่อนบ้าน แล้วกลับมาบ้านยืนแอ๊กอ๊าด พูดภาษาไทย และแสดงว่าเป็นคนไทย 100%
แต่เขากลับเห็นบ้านของเพื่อนบ้านหน้าอยู่กว่า
ผมหวังอยู่ในใจว่า เขาคงคิดในใจว่า จะไปซื้อไว้เพื่อขยายบ้านให้ใหญ่ขึ้น จะได้เลี้ยงดูปูเสื่อเพื่อนๆได้
แต่ผมไม่รู้ว่า เขาจะมีเงิน หรือปัญญาพอหรือเปล่า?
แต่ถ้าสิ่งที่ผมหวังไว้ไม่ถูกต้อง
การประพฤติแบบนั้น ในสมัยสามก๊ก ก็ต้องบอกว่า เป็นใส้ศึก หรือคนขายชาติ

มันน่าเสียดาย ขงเบ้ง ที่กลายเป็น ขงบื้อ
ที่ถูกเพื่อนสนตะพาย
มันเป็นไปได้ยังไง? ที่ว่านอนสอนง่ายอย่างนี้ ผิดวิสัยคนฉลาด จริงๆ

Tuesday, April 14, 2009

สงกรานต์ประชาชน

วันนี้วันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ (แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕) เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางโหราศาตร์ว่าไว้ว่า ดาวอาทิตย์เดินทางเข้าสู่ราศีเมษ ตอนเช้าวันนี้ เวลา ๐๒.๒๗ น. นางสงกรานต์ทรงนาม โคราคะเทวี ทรงพาหุรัตน์ทัดดอกปีบ แก้วมุกดาเป็นอาภรณ์ ภักษาหารน้ำมันเนย พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์หลับพระเนตรมาบนหลังเสือ เถลิงศก ขึ้นจุลศักราช ๑๓๗๑ ตรงกับวันพฤหัสที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๕.๐๖ น. วันเสาร์ธงชัย วันพุธอธิบดี วันศุกร์อุบาทว์ และโลกาวินาศ พระนามของนางสงกรานต์ในปีนี้ค่อนข้างดุ มีพระขรรค์เป็นอาวุธ ก็ต้องมีการต่อสู้กันบ้างล่ะ แต่เมื่อทรงพระสำราญแล้ว(ถือว่าการต่อสู้เป็นเกมอย่างหนึ่งน่ะ) ก็จะใจดี เพราะไสยาสน์หลับพระเนตรมาบนหลังเสือเลยทีเดียว
ก่อนจะเข้าสงกรานต์ปีนี้ ท่านก็ถือโอกาสเล่นเกมสนุกๆ ให้ประชาชีได้เห็น เพราะบังเอิญมีกลุ่มใส่เสื้อแดง ซึ่งเป็นสีที่ยั่วราคะยิ่งนักสำหรับท่าน ท่านก็เลยต้องลงเล่นให้สนุกสนานเป็นพิธีเบิกฤกษ์เสียหน่อย คงไม่ว่ากัน เมื่อกลุ่มเสื้อแดงเปลี่ยนสีเสื้อแล้ว ท่านก็คงจะขอหลับพระเนตรเสด็จไสยาสน์มาบนหลังเสือเอง แต่อย่างไรก็ตาม อย่าริยั่วท่านอีกนะ เพราะต้องไม่ลืมว่าท่านไสยาสน์มาบนหลังเสือ อิทธิฤทธิ์ท่านมาก เพราะแม้แต่เสือยังเป็นพาหะคู่ใจ และคอยระแวดระวังให้ท่านอีกด้วย และเชื่อว่าปีนี้ถ้ารัฐบาลยึดถือแนวทางตามพระราชดำริขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "เศรษฐกิจพอเพียง" โดยไม่ประมาท เศรษฐกิจบ้านเมืองจะไปได้อย่างเพียงพอ ไม่ดี และไม่เลวจนเกินไป เพราะยังมีแก้วมุกดาเป็นอาภรณ์ และมีน้ำมันเนยเป็นภักษาหาร ถ้าเป็นสมัยใหม่ต้องถือว่า อยู่ดีกินดีพอสมควร เพราะยังมีน้ำมันเนยสำหรับประกอบอาหารได้อร่อยสารพัดรูปแบบ จะอย่างไรก็ตาม ก็ต้องไปถามกับโหรดู
สองวันที่ผ่านมา ได้มีการประกาศเคอฟิวส์น้อยๆ ในบางเขตบางพื้นที่ และได้เห็นอะไรๆชัดเจนขึ้นว่าแต่ละกลุ่มการเมือง เขากำลังทำอะไรอยู่? และทำเพื่ออะไร? รักชาติ รักประชาธิปไตย รักประชาชน ตามชื่อพรรค ตามคำขวัญของแต่ละกลุ่มในดีกรีขนาดไหน? เท่าที่ดูจากสื่อต่างๆ ต้องนับถือว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นดีแล้ว ทหารได้ทำหน้าที่ที่ควรจะยกย่อง การพิชิตศึกโดยไม่เสียเลือดเนื้อทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็นสุดยอดของยุทธวิธี และยิ่งเป็นพี่เป็นน้องกัน เป็นพ่อ เป็นแม่ปู่ย่าตาทวด โคตรเง่าเดียวกัน ยิ่งต้องไม่เสียเลือดเสียเนื้อ และผมเชื่อว่ารัฐบาล เดินมาถูกทางแล้ว เพราะบางที ผู้ที่มาชุมนุม อาจจะมาด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ บ้างก็มาด้วยความจำเป็นด้วยนึกถึงบุญคุณผู้ชักชวน บ้างก็มาด้วยเพราะเศรษฐกิจรัดตัว มีรายได้บ้าง มีอาหารบ้างก็ยังดี เหมือนคำกล่าวอ้างของหญิงโสเภณี บ้างก็กินอุดมการณ์จนผอมแห้งแรงน้อย ก็แล้วแต่สภาวะของแต่บุคคล ก็ต้องเห็นใจกันหน่อย มีผู้ถามผมว่า ในความคิดของผม ผมจะทำอย่างไรกับสถานะการณ์ครั้งนี้ คำถามนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนผู้ชุมนุมปิดการจราจร ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทั้งสี่ด้าน ผมก็ตอบเขาไปว่า ผมก็รอให้ประชาชนออกไปต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์ให้มากที่สุดก่อน แล้วผมก็ปิดล้อม ให้ผู้ชุมนุมอดข้าวอดน้ำสักสองวันก็คงจะเรียบร้อย ไม่ต้องไปใช้อาวุธกับเขาเลย แต่ไม่ว่าจะเป็นบริเวณไหนก็เหมือนกัน หน้าทำเนียบรัฐบาลก็ทำได้ ถ้าสามารถปิดล้อมได้ ก็ได้เปรียบทุกประตู ในเช้านี้มีผู้ถามอีกว่ามันจะยุติใหม? ผมเชื่อว่าผู้ชุมนุม ก็คงจะเข้าใจอะไรๆ มากขึ้นเช่นกัน เพราะทุกคนก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ยังรักแผ่นดิน รักพ่อแม่พี่น้อง และมิตรสหาย มีความคิด และผมเชื่อว่าการชุมนุมจะยุติถาวร และเชื่อว่าการเมืองจะดีขึ้นกว่านี้ นักการเมืองหน้าใหม่จะเข้ามา หน้าเก่าๆ ก็จะหายไปบ้าง เพราะเพื่อนหลายคนบอกว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ในช่วงนี้ จะไม่ไปเลือกตั้ง หรือไปก็จะไม่เลือกหน้าเก่าๆเลย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายค้าน เพราะเบื่อนักการเมืองหน้าเดิม ๔-๕๐๐ คนนี้เต็มที เพื่อนผมคนหนึ่งในนั้น เขาทำงานธนาคาร เขาเปรียบให้ฟังว่า ทำไมผู้จัดการสาขาถึงเปลี่ยนหน้าบ่อย ก็เพราะว่าเวลาผู้จัดการสาขาคนไหน อยู่สาขานั้นนานเกินไป ก็มักจะมีลู่ทางคิดโกงแบงค์ โกงลูกค้า นักการเมืองก็เช่นกัน เขาบอกว่า กลุ่มนักการเมืองที่อยู่ในสภาตอนนี้ เขามีอาชีพ ในสภานานเกินไปแล้ว เพราะฉะนั้น ก็มีแต่จะหาช่องทางโกงประชาชนเช่นกัน ฟังแล้วก็ให้นึกเศร้าใจแทนนักการเมืองยุคปัจจุบัน ก็เขียนไว้เป็นอุทธาหรณ์ ผมเชื่อว่าเวลาเปลี่ยนคนได้ ก็ขอให้เป็นกำลังใจกับนักการเมืองที่คิดดีกับประชาชน และก็ขอให้คิดดีมากๆขึ้นไป จะได้ไม่ต้องเทน้ำทิ้งทั้งหมด มันน่ากลัว และบางทีก็น่าจะกำหนดอายุของนักการเมืองเสียเลยว่า ไม่ควรเกิน ๖๐ ปี ในการลงเลือกตั้ง จะได้เห็นหน้าใหม่ๆ บ้าง เฮ้อ!

Monday, February 16, 2009

อยากสร้างบุญ?

ตอนนี้ก็เลยปีใหม่ฝรั่ง ปีใหม่สากล ปีใหม่จีน วันวาเลนไทน์ ขาดแต่ปีใหม่ไทยซึ่งใกล้เข้ามาแล้ว ไม่นานเกินรอ หลายคนก็คงจะรอให้ถูกปะแป้ง

เราก็สร้างบุญกันมาตลอด

นำของขวัญไปให้กัน say merry x'mas & happy new year นี่ก็เป็นการสร้างบุญ เพราะทำให้ผู้รับมีความสุข

ให้อั่งเปา บอกว่า "ซิงนี้เพ้งอัง ตั่วถั่ง ฮะเสอะ" ผู้รับก็ยิ้ม ชอบใจ ก็ได้บุญ

just say "I do" and the world becomes beautiful, happy Valentine

แค่นี้โลกทั้งโลกก็เป็นของเราสำหรับวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยทะเลาะกันใหม่ ก็ได้บุญ แม้จะแค่หนึ่งวัน หรือหนึ่งนาที

บุญคืออะไร? บุญเป็นเช่นไร?

ทำไว้เผื่อชาติหน้าจะได้เกิดมาดี มีสง่าราศี ท่านผู้เฒ่าว่าไว้

แต่ในโลกไซเบอร์ เราจะว่าอย่างไร? เพราะเวลามันสั้นกว่าก่อน รู้สึกว่าโลกหมุนเร็วขึ้นนะ ว่าไม๊?

คนก็น่าจะตายเร็ว เอ! แต่กลับตายช้า หมอบอกว่า เพราะคนปัจจุบันรู้จักกิน

นักไสย ก็บอกว่า พระเจ้า ให้เราอยู่นานขึ้น จะได้ทุกข์นานๆ เพราะคนปัจจุบันนั้น บาปหนา นี่ก็อาจเป็นสาเหตุให้เราทำบุญกันมากขึ้น หรือ?

เราบาปหนาขึ้นหรือ? หรือเราทำบุญไม่ถูกทาง บาปก็เลยไม่ลดลงซักที!!

เราทำบุญ สิ่งที่ได้ ที่เห็นชัดๆ และที่สำคัญ ก็คือทำให้ตัวเรา มีความสุขขึ้น หรือทุกข์น้อยลง เพราะแสดงว่า เรายังมีโอกาส"ให้"

เรายังมีเงิน (ถ้าให้เงิน) เรายังมีความคิด(ถ้าให้ความคิด) เรายังมีแรง(ถ้าให้แรง) แต่สิ่งที่ให้ต้องไม่ไปทำให้ผู้รับระคายเคือง

เพราะฉะนั้น ในตำราศีลธรรมจึงเขียนว่า การให้ที่ดี ต้องประกอบด้วยความยินดี ๓ ประการ คือ

๑. ผู้ให้ยินดีให้ (อันนี้แน่นอนเพราะอยากได้บุญ ได้หน้า)

๒.สิ่งของที่ให้เป็นของที่น่ายินดี น่ารัก น่ามีไว้ น่าถูกใจ

๓. ผู้รับที่กำลังอยากได้ของสิ่งนั้นอยู่พอดี

นี่แหละจะเกิดความปิติ บุญสะพัด เพราะผู้รับจะโฆษณาให้ ด้วยวิธีบอกต่อ ไม่ต้องไปจ้างบริษัทโฆษณา

หน้าตาผู้ทำบุญ ก็ผ่องใสเป็นยองใย ไม่มีสิวฝ้าจุดด่างดำ มีสง่าราศี คนก็ชื่นชม เหมือนเจอคนสวยๆ มีเพื่อน มีบริวาร

เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปรอว่าชาติหน้าจะเกิดมาดี เพราะชาตินี้ ก็มีคนสรรเสริญ ว่าเราเป็นคนดีแล้ว

แต่ ถามว่า เวลานี้เราทำบุญกันถูกทางหรือ?

เราไปวัด เพื่อทำบุญ ให้ตัวเราเองได้ดี แต่จะได้ดีกว่า จริงหรือ? เพราะบางทีวัดก็สมบูรณ์มากกว่า สลัมเยอะแยะ

มีอาคารใหญ่โตเหมือนกับจะสร้างมาอวดกันว่าข้ารวย คนขึ้นเยอะ เหมือนความคิดของพ่อค้า

จริงๆ แล้ว วัดมีความสำคัญกับชุมชนเป็นอย่างมาก จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่ชุมนุมสังสรร ของประชาชนในชุมชน ให้เกิดความสามัคคี รู้จักกัน เป็นหูเป็นตาให้กันและกันทำอะไรเอื้อประโยชน์ต่อกันและกัน วัดมีส่วนช่วยเหลือคนในชุมชนมาก และเป็นที่รวมใจ และกายของคนในชุมชน ที่สำคัญอย่างยิ่ง

แต่ด้วยผู้บวชสมัยใหม่ ไม่ขลังในวิชา ก็ปุถุชนเหมือนกัน ก็อาจจะถือผิดบ้างถูกบ้าง จึงขาดการสำรวม ไม่สมถะ ดังนั้นวัดจึงเป็นอย่างที่เห็นๆกัน อนาคตอาจจะเป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยว แล้วพระสงฆ์ก็เป็นเหมือนมัคคุเทศก์(เทศน์ เหมือนกันแต่สะกดกันคนละตัว?)

แล้วการทำบุญกับวัด ซึ่งไม่ปฏิบัติเหมือนวัดของชุมชน แต่ปฏิบัติเหมือนวัดของประเทศ เราจะได้บุญจริงหรือ? (เอ! คาดหวังกับวัดมากไปหรือเปล่า?)

เพราะบางทีใส่บาตร ถวายสังฆทานแล้ว ก็ไม่สบายใจ

จนมีคนพูดกันว่า ไม่ต้องไปคิดหรอก ให้แล้วเขาจะไปเวียนอย่างไง ก็เป็นเงินเข้าวัด เราก็ได้บุญ คนคิดอย่างนี้เยอะ!

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ครบ ๓ ข้ออย่างที่เขียนไว้ในตำรา

บางที เราน่าจะมองรอบข้าง แล้วมาช่วยวัดทำงาน นำสิ่งของปัจจัยมอบให้กับเด็ก กับคนข้างบ้าน หรือบริวารรอบข้างที่ลำบากกว่า และอยากได้มากกว่า

เราจะได้รับบุญมากกว่าไหม? มาช่วยวัดทำงานกัน เพราะวัดเวลานี้ งง ไม่มีเวลา ถูกนิมนต์จนมึน

วัด ก็วัดแต่ตารางเมตร ตารางวา !!!

เผื่อในอนาคต วัดจะสมถะขึ้น คิดถึงประชาชนมากขึ้น

เปิดศาลาไซเบอร์ พิชิตโลก สอนธรรมข้ามชาติ ข้ามภพ กันเลย

Monday, September 15, 2008

นักการเมืองแมลงวัน

เวลานี้บ้านเราช่างวุ่นวายจริงๆ เพราะเรามีกลุ่มนักการเมืองที่ไม่โปร่งใส เราจะทนวนเวียนอยู่กับนักการเมืองกลุ่มนี้ซึ่งมีแต่คนแก่ที่มีแต่ความโลภ และเห็นแก่ตัว เวลาหาเสียง ก็บอกว่าจะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ก็คงแก้ตัวว่าทุกอย่างต้องอยู่ที่สภา เราเป็นประเทศเกษตร เกษตรกรของเรายากจนที่สุด เรามีครูที่เก่ง สามารถสอนเด็กให้ได้รับเหรียญทองโอลิมปิค แต่ครูของเราก็ยากจนที่สุดเหมือนกัน ข้าราชการที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น เงินเดือนก็ไม่พอกิน แต่นักการเมืองที่มีแต่เล่นลิ้น พูดมากอย่างเดียว แต่ทำอะไรไม่ได้มาก กลับเงินเดือนเยอะกว่ามาก นอกจากเงินเดือนเยอะกว่าแล้วยังมีอภิสิทธิ์ต่างๆ อีกมากมาย แถมยังแกล้งให้งบประมาณการศึกษาแก่ประชาชนน้อยๆ เพื่อให้มวลชนไม่ฉลาด จะได้ซื้อเสียงง่ายหน่อย แล้ววงจรเก่าก็กลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมนักการเมืองหัวเก่าๆ เหล่านั้นจะได้สำนึกเสียที แล้วหันกลับมามุ่งมั่นพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือไม่ก็ยอมให้น้ำใหม่ หัวใหม่เข้ามาทำการแทน อย่าบอกว่า "ถ้าผมไม่ทำแล้วใครจะมาทำ" อย่าดูถูกคนไทยด้วยกัน อย่าคิดว่าตัวเองวิเศษนัก ยังมีคนวิเศษกว่ามากมาย ผมอยากให้ใครสักคนมาทำให้ คนไทยมีกินมีใช้ ไม่มีคนจน ไม่ต้องมาขึ้นทะเบียนคนจน มีคุณภาพ ทำให้คนทุกคนมีงานทำ มีเงินใช้ ซึ่งก็หมายถึงว่า เราจะต้องคุมกำเนิดเพื่อไม่ให้มีคนมากเกินไป เพื่อให้คนทุกคนจะได้รับการศึกษาที่ดี ไม่ยากจนจะได้คนมีคุณภาพ เข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และมีน้ำใจ ชาติก็คงจะสงบมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ต้องเอาพวกนักการเมืองที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้อง ซึ่งต้องการแต่เพียงสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมามีอำนาจ ให้ออกไปจากสภาสัก ๗๐% แล้วเอาน้ำใหม่เข้ามาทำงาน แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่า ผู้มาใหม่จะรักชาติกว่าคนเก่าหรือไม่ แต่ก็เชื่อว่า เมื่อพวกเขาได้เห็น และตระหนักถึงการทำงานของพวกนักการเมืองเก่าๆ ก็คงจะมีความคิดดีๆ ที่จะไม่ทำตัวแบบพวกนั้น แต่ถ้าอนาคต คนใหม่จะมีอุปนิสัยเหมือนคนเก่า แต่เวลาก็เปลี่ยนไปแล้ว และคนในชาติอาจจะฉลาดขึ้นแล้ว และอาจจะต้องมีวิธีการหรือระบอบใหม่ในการปกครองแทนระบอบเก่าไปแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็จงช่วยกันเทน้ำเก่าออกไปก่อน แล้วเติมน้ำใหม่เข้ามาแทน