Wednesday, November 18, 2009

สหกรณ์คนขี้บ่น

เมื่อวานนี้ มีข่าวชิ้นเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
จะใช้กลไกทางบัญชี ในการสร้างประสิทธิภาพแก่สถาบันเกษตรกร
ซึ่งสามารถมาใช้เตือนภัยการบริหารจัดการธุรกิจ และสร้างวินัยทางการเงินแก่สมาชิก
เครือข่ายกลุ่มต่างๆ ในด้านการลดต้นทุน เพิ่มรายได้...........ฯลฯ

ทำให้ผมสงสัยเหลือเกินว่า
สหกรณ์ของไทย ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรที่มีอายุยาวนานเกือบร้อยปี
(เพราะสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย ที่ชื่อ"สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้"
ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙)
คงไม่เคยมีการใช้ การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน มาควบคุมการทำงาน

ปัจจุบัน การปรับกระแสเงินสดบนคอมพิวเตอร์ ทำได้อย่างง่ายดาย
วันต่อวัน หรือเดือนต่อเดือน ทำได้ทั้งนั้น
ก็สามารถรู้ฐานะการเงิน ทุกขั้นตอน ทุกวัน ทุกวินาที
ไม่ว่าจะอยากรู้เรื่องของความเสี่ยง หรือความน่าจะเป็น
หรือน่าจะทำให้เป็น อย่างที่ต้องการ ในอนาคตได้
โดยสามารถนำมาปรับเปลี่ยนการบริหารงาน
ให้สอดคล้องกับนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้ อย่างสบาย สบาย
น่าเสียดาย น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไป

และทำให้ผมหายสงสัยเลยว่า ทำไมสหกรณ์บ้านเราจึงเติบโตช้ากว่า
ประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดประชากรใกล้เคียงกัน
อีกทั้งยังได้ชื่อว่า การรั่วไหลของเงินสหกรณ์มีมากอีกด้วย
ยิ่งหลักการของสหกรณ์ส่วนใหญ่ เน้นการช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่ม
มากกว่า การแสวงหากำไรแบบธุรกิจทั่วไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งจะต้องเข้มงวด ทางด้านบัญชี
และใช้ตัวเลขทางบัญชี ควบคุมการบริหารงาน ในทุกๆด้าน
ให้เป็นไปตามความต้องการของสมาชิกสหกรณ์นั้นๆ

ก็ยังดี ที่ได้เริ่มต้นทำ ขอเชียร์
สหกรณ์ไทยจะได้เจริญรวดเร็วขึ้น
คนจะได้ไม่กลัวการเป็นสมาชิกสหกรณ์
กลุ่มสหกรณ์ก็จะเพิ่มมากขึ้น
จะได้ช่วยประชากรคนไทย ได้มีกินมีใช้โดยถ้วนหน้า

ผมก็อยากจะตั้งสหกรณ์เหมือนกัน "สหกรณ์คนขี้บ่น"
ไม่รู้ว่าจะควบคุม และบริหารการบ่นได้ไหม?

Tuesday, November 17, 2009

ลายพราง

ก่อนอื่น ต้องออกตัวก่อนว่า ผมไม่มีสี
โปร่งใส ไร้กังวล
ผมเป็นเพียงคนไทย ใจเต็มร้อย

ข่าวการยิงถล่มกลุ่มพันธมิตร
ในเขตพระราชฐาน ฟังแล้วน่าเศร้าใจ
คนที่กล้าทำอย่างนี้ ไม่น่าจะเกิดมาเป็นคนไทย
คนไทยที่ได้ชื่อว่า เป็นคนโอบอ้อมอารี
มียิ้มที่ติดตาตรึงใจ รู้รักสามัคคี

ไม่ว่าผม หรือใครที่เห็น หรือรับรู้เหตุการณ์
ก็ต้องคิดว่า เป็นฝีมือทหาร
หรือไม่ก็เป็นจารชน คนต่างชาติ (อย่างกับในหนัง)
เพราะใครเล่า จะมี และสามารถพกพาอาวุธสงครามอย่างนั้น
อีกทั้งสามารถพรางตา คนเดินเท้า กลางใจเมือง
ทำได้อย่างไร?
และถ้าเขายิงพลาดอะไร จะเกิดขึ้น

ทหารผู้ซึ่งมีเกียรติภูมิสูงส่ง
ใครๆ ก็เคารพ รัก และนับถือ เพราะเป็นรั้วของชาติ
เป็นผู้ปกป้องประชาชน ให้พ้นจากศัตรู
และยิ่งเวลานี้ ทหารได้เข้ามามีบทบาท
เป็นผู้ปกป้องประชาชนจากภัยอื่นๆ อีกมากมาย
ใครๆ ก็รักทหาร

แต่เหตุการณ์นี้ เป็นการลดทอน เกียรติภูมิของทหาร
ถ้าผมเป็นทหาร ต้องจับคนๆนี้ให้ได้
ไม่ว่า จะเป็นคนต่างชาติ หรือคนไทย
ไม่ว่า เขาจะมีความคิดอย่างไร ฝักใฝ่ฝ่ายไหน ก็ผิดทั้งนั้น
เพราะถือว่า เป็นศัตรูกับคนไทย
ถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน ความผิดต้องเป็นทวีคูณ
และถ้าจับคนๆนี้ได้ ผมจะไม่เก็บเอาไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน
เพราะเขาตั้งใจฆ่าหมู่ ประชาชนคนไทย !!

ไทย-กัมพูชา 3

คนไทยถูกจับในกัมพูชา หาว่าเป็นสายลับ
หลังจากที่ ทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาใหญ่ ทางด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา เพียงไม่กี่วัน
ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่คนไทยไปเป็นที่ปรึกษาใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจให้กับเพื่อนบ้าน
ไปสั่งไปสอน ให้เขาทำมาหากินเป็น เป็นที่นับหน้าถือตาในกัมพูชา
แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ ที่คนระดับที่ปรึกษาใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจ
และอดีตนายกรัฐมนตรี ของไทย กำลังจะกลับไปเป็นเด็ก
ตอนเด็กดูภาพยนต์มาก เพราะดูฟรี
ก็เลยอยากเป็นฮีโร่ อยากเป็นพระเอกบ้าง
ให้คนสนิท ออกข่าวคล้ายกับว่า
ถ้าจะให้ช่วยคนไทย คนนั้นก็บอกมานะ จะได้ช่วย อะไรทำนองนี้
นี่แหละความคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย
ซึ่งแทนที่จะบอกว่า
"เฮ้ย ทำอย่างนี้ได้ไง ผมอุตส่าห์มาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ให้แล้ว
มีอะไรก็ถามผมซิ ความลับอะไรๆ ผมก็รู้หมดทั้งของคุณ และของผม
ปล่อยตัวเด็กๆ เขาไปเถอะ" มันน่าจะถูกต้องกว่านะ
ไม่ต้องเล่นบทให้คนมาขอร้อง ไหว้วาน
เพราะตัวเองเคยเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
เคยรับผิดชอบคนไทยทั้งประเทศ
และคนๆ นั้นก็เป็นคนไทย เคยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ
หรือว่าตอนนี้ คิดแต่จะไปรับผิดชอบคนกัมพูชา เพียงอย่างเดียว
ไม่นะ คงไม่ใช่

และถ้าคุณเข้าช่วยเป็นธุระทันทีทันควัน(ก่อนที่ควันจะจางหายไป)
คุณอาจจะเป็นฮีโร่ได้ง่ายๆ สบาย สบาย สมใจนึก

แต่ถ้าเป็นไปตามข่าว ที่ปรากฏ
ก็น่าจะสายเกินไปเสียแล้ว
คิดว่าหลายคน ก็มองคุณไปอีกแบบหนึ่งแล้วนะ
น่าเสียดาย ความคิดที่อยากจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
คงต้องเจาะเวลาหาอดีตใหม่อีกทีนะ

Thursday, November 12, 2009

ไทย-กัมพูชา 2

ก่อนอื่น ต้องขอบคุณผู้สร้างคอมพิวเตอร์ วินโดว์ ไมโครซอฟท์ ซึ่งทำให้โลกแคบลง
เรารู้จักกัน และกันมากขึ้น โดยสื่อเหล่านี้ ที่มีประสิทธิภาพในความรวดเร็ว และแม่นยำ
เวลานี้ สิ่งที่เรามีปัญหากับกัมพูชา
เราจะต้องใช้สื่อเหล่านี้ บอกให้ชาวโลกเข้าใจ ว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ควร
ให้ชัดเจนในจุดยืนของเรา ไม่ไปสร้างปัญหากับกัมพูชา
แต่เราคงต้องบริหารร่างกาย
เพื่อเรียกกำลัง และอื่นๆ เพื่อป้องกันตัวเอง และใช้สื่อให้เป็นประโยชน์

เรื่องของ นช.ทักษิณ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าไปเอาใจใส่มากนัก
เขาเนรเทศตัวเองไปแล้ว
เขาจะไปล่าเมืองขึ้น หรือหาที่ซุกหัวนอน ก็เป็นเรื่องของเขา
แต่เรื่องที่สำคัญคือ เขาเคยเป็นอดีตนายกฯไทย ซึ่งต้องรอบรู้เรื่องของไทยดี
ถ้านำไปใช้ในการเผยแพร่ และให้กัมพูชารักคนไทย ก็แล้วไป
แต่ถ้าไปเพื่อเสี้ยมกัมพูชา มารบไทยก็ต้องระบุโทษ
ถือเป็นเป็นผู้สร้างความร้าวฉานให้คนทั้งสองประเทศ
เราควรอยู่เฉยๆ สนุกสนานกับงานของเรา
รอดูท่าที ของกัมพูชาดีกว่า
ว่ารักคนไทย และประชาชนของเขาเอง
หรือไม่รักคนไทย และไม่รักประชาชนของเขาเอง
(มีอย่างที่ไหน ยกย่องนักโทษต่างชาติมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน)
ถ้าเป็นอย่างหลัง กัมพูชาก็คงต้องเผชิญกับปัญหาภายใน
ซึ่งอาจจะเป็นศึกกลางเมืองของเขาเองก็ได้ ใครจะไปรู้อนาคต
และเขาจะได้รู้ว่า นช.ทักษิณไว้ใจได้ขนาดไหน
มีเพื่อนๆ ของผมหลายคนบอกว่า คนที่เป็นทั้งพ่อค้า และตำรวจ เป็นคนอันตราย
และถ้าเป็นนักการเมืองด้วยแล้ว จะยิ่งอันตรายแค่ไหน ถ้าหากคนนั้น ไม่ใช่คนดี ก็น่าคิด

คดีของ นช.ทักษิณ ก็ไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน?
รู้แต่ว่า แต่ละคดีล่าช้าเหลือเกิน คงจะเป็นคดีความมหึมา
ผมว่า เราต้องแก้ไขสิ่งที่ทำให้เกิดความล่าช้า
ไม่รู้ว่าเพราะกระบวนการทำงานของศาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดูเหมือนจะล่าช้าไปหมดทุกเรื่อง
ถ้าถือเขาว่ายังเป็นคนไทย ก็คงต้องใช้กฏหมาย
และดำเนินการให้รวดเร็วขึ้นกว่านี้ในทุกๆคดี ประจานกันให้สุดๆ
แม้ในกรณี การสัมภาษณ์ ในไทม์ออนไลน์
ถ้าไม่ถูกต้อง ก็ต้องรีบดำเนินคดีตัดสินความให้เสร็จโดยเร็ว
ไม่รู้ว่าศาลแก่ หรือว่ารู้มากเกินความจำเป็น หรือมีพวกมีพ้อง จนทำให้ทำอะไรไม่ถูก
ถ้าคดีของเขา มีมากก็น่าจะตั้งศาล หรือหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมา ดำเนินความ
เพื่อให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น
ถ้าเขาไม่อยากเป็นคนไทย ก็ควรจะปลดออกจากความเป็นคนไทยเสีย
ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็ต้องถูกริบทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ลูกเมีย แล้วก็ประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร
ส่วนการพิจารณาความก็เร็วกว่านี้นะ
หรือคนสมัยก่อน ทำผิดน้อยกว่าเวลานี้
หรือว่าเทคโนโลยี่ สมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้ สงสัยจริง

เวลานี้ เราจะต้องรักษาตัวเราให้เข้มแข็ง ในทุกๆด้าน พร้อมที่จะต่อสู้กับภัยทุกชนิด
ดีใจกับโครงการ เคารพธงชาติ ทุกเย็น ทุกจังหวัด
แม้จะถูกตำหนิมากมาย ในตอนเริ่มโครงการ
แต่เวลานี้ เราได้เห็นความสามัคคี ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกทั้งพิสูจน์ความแข็งแรง และสร้างสรรค์ของการทำงานของผู้ว่าฯ
ที่จะทำให้ คนในจังหวัดเข้าใจกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น ช่วยเหลือกันมากขึ้น
แสดงความสำคัญของภาคประชาชนมากขึ้น
และนี่แหละ พลังที่ไม่ต้องเติมยาชูกำลัง
ชาวโลก ก็จะรัก และเข้าใจจิตใจคนไทยมากขึ้นกว่าเดิม
นี่เป็นงานที่หลายๆ คนคิดว่าเล็ก แต่ผลยิ่งใหญ่
ขอเชียร์ จากใจจริง


Sunday, November 8, 2009

ไทย-กัมพูชา

ขอชื่นชมกับการตัดสินใจ ของรัฐบาลไทย กรณีไทย-กัมพูชา
ที่เรียกทูตกลับประเทศ ประกาศความไม่พอใจ ต่อการกระทำของกัมพูชา
และยืนยันว่า จะไม่ทำความเดือดร้อนให้กับภาคประชาชนทั้งสองประเทศ
ประกาศจุดยืนแน่ชัด ชื่นชม ชื่นชม
วันนี้ไทยทำดีที่สุดแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันใหม่

Saturday, November 7, 2009

แม้วดำดิน

ยังมีผู้หญิงอีกคน ที่สวยบาดใจ ร่ำเรียนมาสูง
นัยว่า ค้าขายเก่ง มีลูกเล่นแพรวพราว
บางทีก็ลักเล็กขโมยน้อย เมื่อมีโอกาส เป็นนักฉกฉวยโอกาส ว่างั้นเถอะ
หลายคน บอกว่า น่าจะเป็นวิสัยของแม่ค้า
แต่อีกหลายคนก็บอกว่า ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น
เพราะวิสัยแม่ค้าที่ดี จะต้องมีความซื่อสัตย์
อ้าว งั้นก็เป็น แม่ค้าที่เลว ก็คงจะเป็นอย่างนั้น
แต่เธอ เคยทำงาน ในหน่วยงานที่รักษากฎหมาย
ก็เลยรู้กฎหมายดี ก็ต้องอาศัยช่องโหว่ของกฏหมาย ไว้หากิน
หลายคน พยายามเลียนแบบ และบอกว่านี่แหละเจ๋ง
เลยทำเอาวงการผู้รักษากฎหมาย เหม็นไปด้วย อ้าว.......
มันเป็นสิทธิ์ของเธอ ก็เมื่อเธอรู้กฎหมาย และเป็นแม่ค้าเลว
ก็ย่อมได้เปรียบกว่าคนทั้งปวงอยู่แล้ว
แถมเธอยังมีความคิดว่า ผู้ที่อยู่ในสถาบันการเมือง ส่วนใหญ่เป็นนักการพนัน
ที่เห็นเงินเป็นพระเจ้า เอี่ยวด้วยได้ สบายมาก
เธอก็เลยโปรยเสน่ห์ ใช้เงินแม่ค้าหว่านล้อม จนหลายต่อหลายคนในทุกวงการลุ่มหลง
ยกให้เธอเป็นเจ้าแม่ เธอชื่อ "แม้ว"
เธอก็เหมือนเจ้าแม่ทั่วไป ใช้เคล็ดวิชามนต์ดำ หลอกล่อ เป่าเสก ให้ลูกศิษย์ลูกหา บริวารมัวเมา
ร่ายคาถาอาคมใส่คนไปทั่ว เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
และก็ลืมร่ายคาถาปกป้องตัวเอง เพราะความโลภบังตา กำลังมัน กำลังสนุกว่างั้นเถอะ
มนต์ดำต่างๆ ที่ปล่อยออกไป ก็เลยย้อนกลับเข้าหาตัว
จนตัวร้อนเป็นไฟ เกิดเป็นปุ่มปมทั่วตัว น่าเกลียดน่ากลัว
ก็เลยต้องปลีกวิเวก ออกจากเมืองไปหาที่สงบ เพื่อให้แผลหาย
คิดไว้ว่า เมื่อสวยแล้ว ค่อยกลับมาใหม่
แต่สันดานคนนั้นเปลี่ยนยาก (แม้จะเป็นเจ้าแม่ ก็ยังเป็นคนอยู่ เพราะไม่ใช่เจ้าแม่ที่ลงมาจากสวรรค์)
คนที่เคยสวย เคยเก่ง มีวิชาอาคมติดตัว ก็คิดว่า ตัวแน่ ไม่ยอมใคร
และคิดแต่จะเอาอาคมที่มี เป่าใส่คนทั่วไปเหมือนเดิม
ซึ่งก็ยังมีบริวารบางคนที่หัวอ่อน ก็ยังยอมรับน้ำมนต์ปลอมๆ แบบเก่าๆ ของเจ้าแม่อยู่
และผลจากความรั้นของตัวเอง ลืมตัว คิดว่าเป็นเจ้าแม่ ข้าแน่แล้ว
ไม่ไปอาบน้ำมนต์ แล้วร่ำเรียนวิชาใหม่ๆ เช่น วิชาล่องหนหายตัว
แต่กลับไปพึ่งพ่อมด ที่เคยมีประวัติว่าดำดินได้ เพื่อจะได้ให้ช่วยพามุดดำดินหนีไป
เธอคิดของเธอว่า คราวนี้แหละ ใครๆก็จะได้ไม่เห็นรอยปุ่มปมของเธฮอีก
คนที่กำลังซวย ก็ซวยวันยังค่ำ ถ้าไม่รู้จักสงบสติไว้บ้าง
เพราะตามหลักฮวงจุ้ยของพ่อมด หมอผี ก็บอกเป็นนัยว่า
ถึงกาลเวลาที่เธอจะต้องจบชีวิตลงแล้ว จะต้องอยู่ใต้ดินไปตลอดกาล
อนิจจา คิดอย่างไร ถึงไปฝังตัวเอง หรือจะเป็นการแก้เคล็ด
เพราะมีอาจารย์โหรา บอกว่าดาวเกิดของเธอสถิตอยู่ในดาวราหู
จะทำอะไร ก็ต้องทำแบบใต้ดิน ที่มืดๆ อย่างที่เคยทำมาแล้ว และประสบความสำเร็จ ก็เลยคิดว่านี่แหละ ใช่เลย
ก็คงจะจบแล้วล่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว อย่าไปให้ความสนใจดีกว่า กับตนสิ้นคิด
มีอย่างที่ไหน คิดจะฝังตัวเอง
ผมคิดแล้ว ให้รู้สึกทุรนทุรายยังไงชอบกล หรือจะไปสร้างอาณาจักรใต้ดิน เหมือน "บิน"
ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องรีดวิชาดำดิน จากพ่อมดมาไว้ในมือให้หมดเสียก่อน
แล้วก็ต้องฆ่าพ่อมดให้ตายเสียก่อนด้วย จึงจะทำได้
เพราะพ่อมด ก็คือพ่อมด มักเล่นแร่แปรธาตุ
ก็เหมือนตัวเธอเอง จึงไว้วางใจไม่ได้
จำจะต้องหาอุบาย ให้พ่อมดกินยานอนหลับสักสิบกล่อง จะได้ฝันถึงเธอให้คล่อง อย่างฝัน ฝัน
เฮ้อ.......ชีวิตพ่อมด แม่มด เจ้าแม่มนต์ดำ ดำดินมืดสนิท น่าสงสาร
and now the end is near
and so I face the final curtain.......THE END

Monday, November 2, 2009

ความร่านของหวานเจี๊ยบ

นี่ก็เป็นนิทานอีกเรื่องหนึ่ง

เช้านี้ ดูข่าวแล้วหงุดหงิด
เกี่ยวกับกรณี สามจังหวัดภาคใต้
กระแสพระราชดำรัสขององค์พระเจ้าแผ่นดินว่า"ให้เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา"
ซึ่งเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง รัฐบาล และประชาชน รวมทั้งประชาชนที่สุจริตในสามจังหวัดภาคใต้
ย่อมต้องเข้าใจในพระราชดำรัส และความอาทรต่อพสกนิกรของพระองค์ท่าน
และคงตั้งใจสนองพระราชประสงค์อยู่
และเข้าใจว่ารัฐบาลได้กำลังพยายาม ทำอยู่ทุกทางในเวลานี้
ได้มีการพยายามให้การศึกษาลงไปยังพื้นที่ให้มากขึ้น
มีการอบรมเยาวชนในสามจังหวัดภาคใต้ เพื่อเป็นกระบอกเสียง
และเป็นหูเป็นตา รวมทั้งให้เข้าใจการทำงานของรํฐบาล
และขณะนี้ ตามสถิติต่างๆ ที่อ้างอิง บอกว่าทุกอย่างกำลังคลี่คลาย และดีขึ้น อย่างน่าชื่นชม
ทุกอย่างต้องใช้เวลา

แต่มีหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้ที่มีชื่อว่า"ขงบื้อ" หรือ"หวานเจี๊ยบ" อะไรทำนองนี้
กำลังหาเงินเที่ยวต่างประเทศ อย่างออกหน้าออกตา
และทำทีว่าจะช่วยรัฐบาล ตามประสาคนปากหวาน รักชาติ
ได้แต่ยกยอปอปั้น แต่งเติม จนตัวเองก็จำไม่ได้ว่าเติมอะไรลงไปบ้าง
จนครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ถูกเพื่อนๆเยาะว่า เธอเป็นโรคความจำเสื่อม
"เพื่อนๆว่าฉันอย่างนี้ได้อย่างไร? ไม่ย้อม ไม่ยอม"
ในฐานะเพื่อนบ้าน เห็นอาการตอนนั้นแล้ว น่าสงสาร

ตอนนี้เธอออกมาเล่นงิ้วอีกแล้ว ประกาศกลายๆว่า ได้เงินเที่ยวแล้ว
แต่เพื่อความประหยัด ขอเที่ยวรอบๆ ประเทศก่อน จะไปช่วยรัฐสร้างสัมพันธไมตรี ว่างั้นเถอะ
และก็อยากให้ สามจังหวัดภาคใต้เป็น นครรัฐอะไรสักอย่าง
ตามที่เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เคยแนะนำ
แต่ความคิดบางความคิด ก็ย่อมมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่บ้าง
คุณ"หวานเจี๊ยบ" เธอเป็นหญิงสาวเจ้าเสน่ห์
ก็อยากจะใช้เสน่ห์ ไปหว่านล้อมเพื่อนบ้านบ้าง
เผื่อตัวเอง จะได้ผลประโยชน์จากเพื่อนบ้าน ฮิ ฮิ
แหม!มีหัวการค้าแบบเดียวกับนายจ้างที่ให้เงินไปเที่ยวเชียว

ถามว่า ถ้าสามจังหวัดภาคใต้ ไม่พัฒนาเพียงพอ
ประชาชนในสามจังหวัด ยังยากจน ด้อยในการศึกษา
แม้จะปกครองแบบนครรัฐเขมรัฐ หรืออะไรก็ตามที่เรียกอย่างเพราะพริ้ง
ก็คงไม่พ้นความรับผิดชอบจากรัฐบาลกลางอยู่ดี
เปรียบเสมือนลูกที่ไม่รู้จักโต แต่อยากเป็นผู้ใหญ่เต็มแก่
เที่ยวสำมะเลเทเมา ทะเลาะวิวาท อยากไปอยู่หอ อยู่คอนโด
พ่อแม่ก็ต้องตามไปรับผิดชอบแก้ไข วันยังค่ำ
แต่ถ้า ลูกโตอย่างมีคุณภาพแล้ว เขาจะไปอยู่ที่ไหน จะทำอะไร
ทุกอย่างที่เป็น และทุกอย่างที่ทำ ย่อมทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ

เพราะฉะนั้น จังหวัดนั้นๆ จะชื่ออะไร ไม่สำคัญเท่ากับคนในจังหวัดโตพอหรือยัง?
ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบ ก็อย่าเบื่อเสียก่อน อย่าพาล ทำอะไรแบบทิ้งขว้าง เพราะความรำคาญ
บอกได้เลยว่า ยังไงก็ไม่พ้นความรับผิดชอบ

นิทานเรื่องนี้ อยากจะบอก คุณหวานเจี๊ยบ ที่แสนเสน่ห์ว่า อย่าไปร่านนักเลย
มาช่วยเลี้ยงลูกให้โตอย่างมีคุณภาพก่อนดีกว่ามั่ง